ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 229 เกี่ยวกับการกีดขวาง การจราจรบนทางหลวงตาม พ.ร.บ.ทางหลวง มาตรา 39 และมาตรา 71พ.ร.บ.จราจรทางบกมาตรา 54 วรรค 2 และมาตรา 148, พ.ร.บ.ควบคุมโฆษณาโดยการใช้เครื่องขยายเสียง มาตรา 4วรรค 1 และมาตรา 9 วรรค 1 ให้ลงโทษ 1 ปี แต่ให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี และสั่งปรับตามประมวลกฎหมายอาญาคนละ 6,000 บาท ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตคนละ 200 บาท รวมทั้งให้ทำงานบริการสาธารณะคนละ 48 ชั่วโมง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษา เจ้าหน้าที่ได้นำตัวจำเลยทั้งห้าไปควบคุมตัวไว้ที่ห้องฝากขังนานเกือบ 3 ชั่วโมงระหว่างการดำเนินการจ่ายค่าปรับ ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในที่สุด

แม้การกระทำของจำเลยจะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใช้ทาง แต่ในการนำสืบเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวมีเจตนาที่จะเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเข้ามาดูและแก้ไขความเดือดร้อนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เกี่ยวกับบ่อขยะและการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ส่วนจำเลยที่ 5 เป็นการให้ความรู้และชี้แจงผลกระทบ ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดมาก่อน จึงให้รอลงอาญามนทนา ดวงประภา หนึ่งในทนายความจากคณะทำงานสภาทนายความที่ช่วยเหลือในคดีนี้กล่าว

ทนายความระบุด้วยว่า ในการต่อสู้คดีได้มีการหยิบยกบทบัญญัติเกี่ยวกับเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธตามรัฐธรรมนูญขึ้นต่อสู้ด้วย แต่ศาลพิพากษาว่าชาวบ้านจะเข้าถึงสิทธิดังกล่าวได้ก็โดยไม่ละเมิดกฎหมายอื่นๆ ที่มีอยู่

ทนายความยังระบุด้วยว่า การเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าหนองแซงตลอด 2-3 ปีที่ผ่าน ชาวบ้านถูกฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งสิ้น 9 คดี โดยส่วนมากเป็นคดีบุกรุก หมิ่นประมาท ทำร้ายร่างกาย โดยมีคดีที่ยกฟ้องไปแล้ว 1 คดี คดีที่อยู่ระหว่างฎีกาอีก 1 คดี และคดีนี้นับเป็นคดีที่ 3 ที่มีการตัดสินแล้ว

นายตี๋ ตรัยรัตนแสงมณี หนึ่งในจำเลย กล่าวว่า ตนเองถูกฟ้องหลายคดีจากการนำการเคลื่อนไหวในพื้นที่ ทั้งที่บางคดีนั้นไม่ได้ร่วมในเหตุการณ์ด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ท้ายที่สุดโครงการโรงไฟฟ้าจะสามารถเดินหน้าก่อสร้างได้ในพื้นที่ โดยขณะนี้ทำการถมดินและเริ่มตอกเสาเข็มแล้ว แต่ชาวบ้านก็ยังยืนยันจะร่วมตรวจสอบการดำเนินการของโรงไฟฟ้า รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่ระบุไว้ในรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) หรือไม่ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการป้องกันผลกระทบด้านต่างๆ ในพื้นที่

นายสมคิด ดวงแก้ว หนึ่งในจำเลย ระบุว่า รู้สึกว่าชาวบ้านไม่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญในการใช้สิทธิ

วันนี้ก็เป็นบทเรียนว่าเมื่อชาวบ้านออกมาปกป้องสิทธิชุมชนมันก็ขัดแย้งกับระดับนโยบาย ที่สำคัญ ขบวนการยุติธรรมทุกระดับไม่ว่า ตำรวจ อัยการ ศาล ก็มีทัศนคติว่าโครงการเหล่านี้มาสร้างความเจริญ มีความชอบธรรม ชาวบ้านคิดว่าจะเป็นที่พึ่งได้ ก็หมดหวัง เป็นบทเรียนว่าการต่อสู้ของประชาชนมีทางคับแคบมาก” นายสมคิดกล่าว

ทั้งนี้ จำเลยทั้ง 5 คนได้แก่ นายนพพล น้อยบ้านโง้ง และนายคูณทวี ภาวรรณ์ ชาวบ้านจากพื้นที่ อ.แก่งคอยและ อ.เมือง ซึ่งประสบปัญหาจากบ่อขยะเคมีของบริษัท เบ็ตเตอร์เวิลด์กรีน จำกัด,นายตี๋ ตรัยรัตนแสงมณี และนายสมคิด ดวงแก้ว ชาวบ้านจากอำเภอหนองแซง ซึ่งประสบปัญหาจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังก๊าซหนองแซง ขนาด 1,600 เมกะวัตต์ และนางสาววัชรี เผ่าเหลืองทอง กลุ่มพลังงานทางเลือก ทั้งหมดถูกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันกระทำการใดๆ ในทางสาธารณะอันน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่การจราจร, ร่วมกันปิดกั้นทางหลวงนำสิ่งใด มากีดขวาง หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่อาจเกิดอันตราย เสียหายแก่ยานพาหนะหรือบุคคลไม่จอดรถชิดขอบทาง, ร่วมกันทำการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ที่ศาลมีการสืบพยานโจกท์ในคดีบุกรุก ซึ่งชาวบ้านหนองแซงเป็นจำเลย 8 คน เหตุเกิดเมื่อ 17 ส.ค.52 เนื่องจากชาวบ้านเข้าไปสอบถามและขวางการรังวัดพื้นที่ของโครงการ โดยในวันนี้ทนายความแจ้งว่าชาวบ้านทั้ง 8 รายให้การรับสารภาพ และศาลนัดพิพากษาในวันที่ 19 ต.ค.นี้